ไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละกี่แก้ว




น่าจะเป็นคำถามที่คอกาแฟหลายคนสงสัยอยู่บ่อยๆ ว่าเราไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละกี่แก้ว แน่นอนว่าการดื่มกาแฟเล็กน้อยในทุกๆ วันไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกายมากนัก แต่การดื่มกาแฟมากเกินไป และหากถึงขั้นสร้างปัญหาจากอาการติดคาเฟอีน แล้วล่ะก็ เมื่อนั้นอาจต้องย้อนกลับมาดูพฤติกรรมในการดื่มกาแฟของตัวเองเสียใหม่ว่ากำลังเสี่ยงต่ออาการติดคาเฟอีนหรือไม่

ไม่ควรดื่มกาแฟ เกินวันละกี่แก้ว
หมอเล็ก อ.ดร.นพ.กิติพงศ์ สุนทราภา หัวหน้าหน่วยเภสัชวิทยาภูมิคุ้มกัน ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เจ้าของเฟซบุ๊กเพจ Dr.Aki – หมออาคิ อธิบายว่าจากผลงานวิจัยเชิงสถิติจากมหาวิทยาลัยเซาท์ออสเตรเลียเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาพบว่า การดื่มกาแฟมากกว่า 6 แก้วต่อวันจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษานี้จึงชี้ว่า 6 แก้วต่อวันคือปริมาณที่น่าจะเริ่มก่อผลเสียต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือด

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการศึกษานี้อาจไม่ได้เป็นข้อมูลโดยตรงกับคนไทย 100% ข้อมูลจากการศึกษานี้ได้มาจากคนยุโรปซึ่งมีสภาพร่างกายแตกต่างจากคนเอเชีย ปริมาณกาแฟที่จะก่อผลเสียในคนเอเชียนี้จึงน่าจะต่างจากนี้ได้บ้าง

สอดคล้องกับงานวิจัยญี่ปุ่น ไม่ให้ดื่มเกิน 5 แก้ว
แม้ว่างานวิจัยดังกล่าวจะเป็นการศึกษากับคนยุโรป แต่ข้อมูลจากรายงานการศึกษานี้สอดคล้องกับผลการศึกษาจากญี่ปุ่น

ค่าตัวเลขนี้ก็สอดคล้องกับผลการศึกษาเชิงสถิติจากประเทศญี่ปุ่นเมื่อเดือนที่ผ่านมาที่พบว่าการดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 5 แก้วจะช่วยลดอัตราตายจากโรคร้ายแรงต่างๆ โดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าดื่มมากกว่า 5 แก้วต่อวันกลับจะพบผลเสียต่อสุขภาพได้

ดังนั้น จึงอาจสรุปได้คร่าวๆ ว่า ปริมาณกาแฟที่แนะนำ ไม่ควรเกินวันละ 3-4 แก้ว แม้ว่าในหลายคนอาจจะสามารถทนต่อฤทธิ์ของคาเฟอีน ดื่มกาแฟได้โดยไม่รบกวนการนอนหลับ แต่การดื่มกาแฟมากเกินไปไม่ส่งผลดีต่อร่างกายทั้งจากปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับมากเกินไป คราบกาแฟที่อาจทำให้ฟันเหลือง และความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะติดคาเฟอีนได้

Related Post

ใส่หน้ากากอนามัยยังไงให้ถูกต้อง ได้ผลจริงใส่หน้ากากอนามัยยังไงให้ถูกต้อง ได้ผลจริง



     ในตอนนี้การแพร่กระจายของโคโรน่าไวรัสยังคงระบาดอยู่เรื่อยๆ ทำให้ผู้คนมีความตื่นตะหนกกันขึ้นเป็นอย่างมากในการที่จะซื้อหน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมากมากักตุนเอาไว้ เพื่อปกป้องการติดเชื่อที่แพร่ระบาด แต่ความจริงแล้วนั้น ไม่ใช่เพียงแค่หน้ากากอนามัยเท่านั้นที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อ แต่ยังมีอีกหลายวิธีที่เราทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดต่างๆ เช่น คอยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนที่มีความแอดอัด หรือมีความใกล้ชิดกันมาก หมั่นคอยล้างมือให้สะอาดอยู่ตลอด และอยู่ให้ห่างจากคนที่ป่วยไม่ว่าจะแน่ใจหรือไม่แน่ใจว่าเขาป่วยด้วยโรคอะไร ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเราต้องทำควบคู่กัน นั่นจึงจะช่วยป้องกันการติดเชื้อจากการแพร่ระบาดได้        หากท่านมีอาการป่วย มีน้ำมูก ไอจาม หรือเป็นคนที่มีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อ เช่น ท่านที่ต้องขับรถแท็กซี่ ขับรถอำนวยความสะดวกต่างๆ ทำงานในสนามบิน โรงพยาบาล หรือทำงานที่ ที่ต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก ท่านควรจะใส่หน้ากากอนามัยอยู่ตลอดเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่น 

ปวดหัวตรงนี้ อันตรายหรือไม่ โรคภัยที่คุณควรรู้ปวดหัวตรงนี้ อันตรายหรือไม่ โรคภัยที่คุณควรรู้



ปวดหัวในตำแหน่งต่างๆนั้น สามารถบอกโรคภัยอะไรเราได้บ้าง      1. โรคปวดศีรษะที่พบมากที่สุด นั้นเป็นโรคปวดหัวที่เกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณรอบศีรษะ ตำแหน่งที่ปวดศีรษะที่พบบ่อยคือ จะเป็นตำแหน่งบริเวณหน้าผากและขมับทั้งสองข้าง บางครั้งร้าวมาที่ด้านหลังของศีรษะและต้นคอ รวมถึงบ่าไหล่ร่วมด้วย อันนี้เป็นภาวะที่สัมพันธ์กับความเครียดด้วย      2. ปวดศีรษะจากโรคไมเกรน จะมีอาการปวดบริเวณขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ อาจจะปวดสลับกันได้ระหว่างข้างซ้ายหรือข้างขวา และเวลาปวดบางครั้งอาจจะมีปวดร้าวเข้ามาที่กระบอกตาร่วมด้วย คนไข้ก็จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ และขณะที่มีอาการปวด ถ้าอยู่ในที่แสงสว่างจ้า เสียงดังหรือว่ากลิ่นฉุนอาการจะแย่ลง      3. ปวดอันต่อไปก็เป็นปวดที่พบบ่อย คือปวดบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้างลงมาจนถึงบริเวณหน้าผากด้วย หรือว่าปวดตรงบริเวณดั้งจมูก